ป้ายกำกับ: ประวัติและตำนาน


ตำนาน เหรา กับ พญานาค

มีนาคม 30, 2020

ประวัติและตำนาน

ปิดความเห็น บน ตำนาน เหรา กับ พญานาค


สำหรับเรื่องที่เป็นตำนานมาอย่างช้านานที่ใครหลายคนก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเรื่องที่มันเป็นตำนานอยู่นี้มันมีความเป็นมาอย่างไรถึงได้เรียกกันว่า เหรา หรือ ตัวกินงูและมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับพญานาคหลายคนต่างก็สงสัยกันใช่ไหมว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพญานาค

เหรา นั้นเป็นตัวแทนของความอิจฉาริษยาและหลงทนงในตนเองเป็นสัตว์ที่มันความมักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นเจ้าใหญ่แห่งลำน้ำโขงและยังอิจฉาพญานาคที่ได้รับชื่อทางธรรมให้ผู้คนที่มาขออุปสมบทถูกเรียกว่านาคก่อนบวชเป็นพระทำให้ เหรา หาเรื่องเอาชนะพญานาคด้วยการท้าทายกันแต่พญานาคไม่อยากให้สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำเดือดร้อนจากการท้าทายจึงมีกติกาว่าหาก เหรา สามารถกลืนพญานาคได้ทั้งตัวให้ถือว่า เหรา เป็นฝ่านชนะเจ้า เหรา พยายามกลืนพญานาคตั้งแต่หางขึ้นไปแต่ไม่สามารถกลืนส่วนหัวของพญานาคได้จึงได้เหลือส่วนหัวพ้นออกมาจากปากแบบที่เห็นการตามรูปปั้นบางตำนานเล่าว่าพญาค่อยๆ

โผล่หัวออกมาจากปาก เหรา จนครบ7เศียร จึงทำให้ เหรา กลืนไม่ได้และยอมแพ้ในที่สุดทำให้มีรูปปั้นของพญานาคในภาคเหนือ อีสาน และ ประเทศลาวตามบนไดทางขึ้นของวิหารหัวจะเป็นพญานาคแต่ในส่วนลำตัวของพญานาคนั้นเป็น เหรา เชื่อกันว่าที่จริงแล้วเรื่อราวของ เหรา เป็นหนึ่งในปริศนาธรรมที่แสดงให้เห็นถึงความดีที่เอาชนะความชั่วได้ทั้งหมดให้ทิ้งความทุกข์เอาไว้ที่ทางเข้าวิหารโบสถ์เพื่อที่จะได้รับความสงบสุขร่มเย็นกลับบ้านไปหรือในทางพุทธศาสนานาคงูหมายถึงอุปทานความยึดติดลุ่มหลงโดยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจอในวัดหลายแห่งทางภาคเหนือในเทวะตำนานของศาสนาฮินดู เหรา

เป็นสัตว์ประปลาดที่อาศัยอยู่ในท้องทะเลมักอยู่ในรูปร่างที่ผ่านการผสมผสานของสัตว์หลายชนิดโดยครึ่งบนนั้นอาจจะเป็นสัตว์บกอาจจะเป็น เช่น ช้าง จระเข้ หรือ กวาง ในส่วนของร่างกายช่วงล่างโดยเฉพาะในส่วนของหางเป็นของสัตว์น้ำที่มีครีบหางลักษณะเหมือนปลาหรือบางครั้งก็อาจจะเป็นหางนกยุงมักจะถูกประดับเอาไว้ตรงปากทางเข้าของศาสนาฮินดู เหรา หรือ มงกรยังเป็นหนึ่งพาหนะของพระแม่คงค

และ พระวรุณเทพแห่งสายฝนและทะเลทำให้ในทางล้านนาของประเทศไทยยังมีการนำ เหรา ในพิธีขอฝนอีกต่างหากนอกจากนี้ เหรา ยังปรากฏในธงของพระกามเทพและยังเป็นสัญลักษณ์ของชาวราศีมงกรจากบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวของป่าหิมพานต์พบว่า เหรา เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์บริเวณเขาพระสุเมรุลักษณะภายนอกการผสมผสานระหว่างจระเข้ กับ พญานาคมีลำตัวยาวมีขายื่นออกมาจากลำตัวมีปากเหมือนจระเข้ทำหน้าที่อยู่ด้านหน้าเขาพระสุเมรุ

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub


ตำนานเสาหลักเมือง

มีนาคม 25, 2020

ประวัติและตำนาน

ปิดความเห็น บน ตำนานเสาหลักเมือง


เสาหลักเมือง

เสาหลักเมือง หรือศาลหลักเมืองจะมีเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นที่เคารพบูชาของคนในจังหวัดนั้นๆแต่เราไม่รู้ที่มาของการสร้างเสาหลักเมืองขึ้นมาเลย

ประวัติของเสาหลักเมือง

ในสมัยก่อนได้มีการเล่าว่า ในสมัยก่อนจะมีการสร้างเมืองขึ้นมาได้นั้นต้องใช้คนทั้งเป็นในการฝังทำเสาประตูเมืองทั้ง 4แห่งและผู้ที่จะถูกฝังทั้งเป็นนั้นจะต้องมีชื่อว่า อิน จัน มั่น คง นำมาฝังในหลุมนั่นถึงจะเกิดความศักดิ์สิทธิ และจะมีนายทหารดิกเรียกชื่อเหล่านี้ในสถานที่ต่างๆ หากใครได้มีการขานรับก็จะถูกนำไปฝังทั้งเป็น ก่อนจะนำไปฝังนั้นจะมีการเลี้ยงข้าวปลาอาหารให้อิ่ม และนำไปยังหลุดที่ได้มีการเตรียมไว้แล้วโดยการเอาท่อนซุงผูกเชือก และได้มีการแห่ผู้ที่จะถูกฝังไปรอบเมืองเพื่อให้ประชาชนมาดูการทำพิธี จากนั้นก็นำตัวลงหลุมแล้วทำการตัดเชือกที่เป็นท่อนซุงหล่นทับตาย และก่อนที่จะนำมายังหลุมก็ได้มีการสั่งให้เฝ้าประตูเมืองด้วยการบอกกล่าวจากพระเจ้าแผ่นดิน และการเลือกคนลงหลุมนั้นจะต้องเป็นคนที่ไม่มีรอยสักถ้าเป็นชาย ส่วนถ้าเป็นหญิงห้ามเจาะหู และทางญาติพี่น้องก็จะได้รับรางวัลจากพระเจ้าแผ่นดินอีกด้วย

การฝังสตรีท้องแก่

ได้มีบันทึกจากชาวต่างชาติในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่า การตอกเสาหลักเมืองของประเทศสยามว่าเป็นพิธีที่น่ากลัวที่สุด โดยมีรับสั่งจากพระเจ้าแผ่นดินในสมัยนั้น ให้มีการกระทำดังกล่าวให้จะนำสตรีมีครรภ์โยนลงไปในหลุมละ2คน และจะต้องใช้ผู้หญิงท้องแก่ประมาณ 68คนจึงจะทำการสำเร็จ จากนั้นให้หญิงมีครรภ์ลงหลุมและได้มีการตัดเสาให้กระแทกตาย และเชื่อสตรีมีครรภ์จะช่วยเฝ้าประตูเมืองทั้ง 17แห่งได้ และยังได้มีการบันทึกอีกว่าไม่ว่าการสร้างอาไรในวัง ก็จะนำสตรีที่ท้องแก่ลงยังก้นหลุมทุกหลุม ที่มีการก่อสร้างสถานที่สำคัญในเมืองก็ตาม

การฝังคนทั้งเป็นก็ยังหาหลักฐานมาแสดงไม่ได้ ได้แต่มีการบอกเล่าของคนในสมัยก่อนและมาในยุครัชการที่๑ ท่านไม่ทรงโปรดให้มีการฝังคนทั้งเป็นในหลุมเด็ดขาด จะมีแค่การนำเอาดินมาปั้นให้เป็นลูกกลมๆ 4ลูกทำการโยนลงก้นหลุมแทนและเปรียบดินเหล่านั้นเป็นธาตุทั้ง4 ซึ่งมีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และให้โหรถือธาตุทั้ง 4คนละลูกโยนลงก้นหลุมแทน และจะนำแผ่นศิลาวางลงในหลุมและอัญเชิญเสาหลักเมืองลงไปและทำการกลบดินให้แน่น แล้วก็จะตีกลองฉลองชัยต่อไป และได้มีการอัญเชิญเหล่าเทวาดามาสถิตอยู่ในเสาแต่ละต้นนั้นด้วย

 

สนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100


ประวัติพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม

มีนาคม 19, 2020

ประวัติและตำนาน

ปิดความเห็น บน ประวัติพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิม


เชื่อว่าคนไทยเชื้อสายจีน  คนจีนหรือแม้แต่คนไทยบางคนก็น่าจะรู้จักเจ้าแม่กวนอิมกันเป็นอย่างดี วันนี้เราจะมาเล่าถึงประวัติของเจ้าแม่กวนอิมให้ทราบกัน ว่าเจ้าแม่กวนอิมมีประวัติความเป็นมาอย่างไร 

         ที่อาณาจักร ซิงหลินอัน เจ้าผู้ครองเมืองแห่งนี้มีพระธิดาอยู่ทั้งหมด 3 พระองค์ ซึ่งองค์สุดท้องคือเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง แต่เดิมเจ้าแม่กวนอิมมีชื่อว่า เมี่ยวเซียง  ซึ่งมีการเล่าขานกันว่าเจ้าแม่กวนอิมเป็นพระธิดาที่มีพระสิริโฉมงดงามมากและพระองค์ยังมีจิตใจงดงาม มีเมตากรุณาต่อชาวบ้านและคนที่เดือดร้อนไปทั่ว ทั้งทั้งที่พระราชบิดาและบรรดาพี่เขยทั้งสองพระองค์ต่างก็ชอบทำการศึกสงคราม ล่าอาณานิคม และไม่นับถือพระพุทธเจ้าเลย

เพราะคิดว่าการที่นับถือพระพุทธเจ้าจะเป็นการทำให้จิตใจของคนคนนั้นอ่อนแอลง ดังนั้นทุกครั้งที่เจ้าแม่กวนอิมออกไปช่วยเหลือประชาชน หรือแม้แต่ออกไปช่วยเหลือพวกเชลยที่พระราชบิดาจับตัวมา เจ้าแม่กวนอิมจะต้องปลอมตัวเพื่อออกไปช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด โดยมีพระมารดาคอยเตือนให้คอยระวังพระองค์

เพราะถ้าหากพระบิดาของพระองค์ทราบว่าพระองค์แอบออกมาช่วยเหลือประชาชนและเชลย พระองค์อาจจะโดนอาญาหนักก็เป็นได้  ซึ่งเมื่อเจ้าแม่กวนอิมถึงวัยที่จะต้องแต่งงาน พระองค์ก็บอกกับพระบิดาของบวชตลอดชีวิตและไม่ขอแต่งานตลอดชีวิตทำให้พระบิดาไม่พอใจมาก จึงได้อนุญาตให้เจ้าแม่กวนอิมไปบวช แต่ก็สั่งห้ามให้ใครไปช่วยเหลือโดยให้เจ้าแม่กวนอิมหุงข้าวกินเอง ทำความสะอาดวัดเอง คือต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองหมด

แต่เนื่องจากบุญบารมีที่เจ้าแม่กวนอิมได้ทำมาทำให้มีเหล่าเทพทั้งหลายมาช่วยทำงานและหาอาหารให้ซึ่งเมื่อพระบิดารู้เรื่องก็ไม่พอใจ จึงได้สั่งทหารมาเผาวัดที่เจ้าแม่กวนอิมอยู่ ซึ่งเจ้าแม่กวนอิมก็อธิฐานจนทำให้เหล่าเทพมาบันดาลให้ฝนตก จนไฟที่กำลังไหม้วัดได้มอดดับไป ซึ่งเมื่อพระบิดาเจ้าแม่กวนอิมรู้เรื่องก็เกิดกลัวว่าประชาชนจะรู้เรื่องและจะมานับถือเจ้าแม่กวนอิมแทนตน

จึงได้สั่งทหารมานำตัวเจ้าแม่กวนอิมไปประหาร แต่ไม่มีอาวุธอะไรที่จะฆ่าเจ้าแม่ได้พระบิดาจึงสั่งให้ทหารรัดคอเจ้าแม่ ระหว่างนั้นก็มีควันสีขาวเป็นรูปเสือพุ่งมาคาบเอาร่างของเจ้าแม่ออกไป ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าแม่ก็ได้ไปฟื้นอยู่ในป่า และได้ถูกทดสอบความตั้งใจที่จะศึกษาธรรมะเพื่อให้บรรลุว่าพระองค์จะมีความแน่วแน่แค่ไหน ซึ่งพระองค์ก็ผ่านบททดสอบมาได้และได้กลายมาเป็นเจ้าแม่กวนอิมที่ผู้คนนับถือมาจนถึงปัจจุบัน

 

สนับสนุนโดย  แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ


ประเพณีวิ่งควาย

มีนาคม 13, 2020

ประวัติและตำนาน

ปิดความเห็น บน ประเพณีวิ่งควาย


ประเพณีวิ่งควาย

ประเพณีวิ่งควาย  เป็นประเพณีที่มีมานานเเล้ว เป็นประเพณีประจำจังหวัดชลบุรี เเต่ละปีจะจัดงานวิ่งควายในช่วงเดือนตุลาคม อีกทั้งยังมีงานกาชาดต่างๆ ส่วนสถานที่จัดงานวิ่งควาย ก็คือ ลานหน้าศาลจังหวัดชลบุรี ประเพณีวิ่งควายมีประวัติอันยาวนาน ซึ่งมีชาวบ้านบางคนบอกถ้าไม่จัดไฟจะไหม้ เเต่ไม่รู้ว่าจริงเท็จเเค่ไหน ส่วนในสมัยนี้งานประเพณีวิ่งควายนั้นมีไว้เพื่อการไห้กำลังใจควาย ซึ่งทุกคนเขาต้องการตอบเเทนบุญคุณควาย ซึ่งควายทำประโยชน์ไห้หลายๆอย่างเช่น ทำนา ใช้เป็นยานพาหนะ ชาวบ้านจึงจัดงานวิ่งควายเพื่อไห้คนได้ร่วมสนุกด้วยเเละไห้ควายนั้นเกิดอาการผ่อนคลายหลังจากที่ทำงานหนักมานาน ในส่วนประเพณีนั้น 

อันดับเเรกก็คือการจัดตั้งขบวนเเห่เพื่อเปิดงานวิ่งควาย โดยจะไห้ควายมาเดินขบวน เเล้วไห้สาวๆเเต่งตัวนั่งบนหลังควายเเล้วไห้ควายเดินขบวนนั่นเอง ไม่ใช่เเค่คนเเต่งตัวสวยหล่อ ควายต้องเเต่งด้วย เพื่อความสวยงามของพิธี ในส่วนของการเเข่งนั้น จะไห้ควายวิ่ง จะมีเส้นชัย คนก็จะนั่งอยู่บนหลังควายเพื่อบังคับควายไห้ไปสู่เส้นชัย ทั้งคนทั้งควายก็สนุกสนานกันทั้งคู่ ทำไห้คลายเครียดได้ เเละยังมีประกวดเทพีควาย ควายสวยงาม เจ้าของควายจะเเต่งตัวไห้ควายสวยที่สุดเพื่อส่งเข้าประกวดชิงรางวัล ควายใครสวยที่สุดจะได้รางวัลไป ซึ่งการทำเเบบนี้เป็นการผ่อนคลายไห้กับควายที่เหนื่อยล้าจากงานต่างๆ ทำไห้ผู้ที่ร่วมงานนั้นมีความสุขไปด้วย

ซึ่งในบรรยากาศวันงานวิ่งควายนั้น จะมีของขายอยู่เต็มไปหมด มีเครื่องเล่นต่างๆ เพราะเขาจัดงานกาชาติด้วย เเต่เครื่องเล่นจะเปิดในตอนกลางคืน เพราะกลางวันร้อนไม่มีใครเขาอยากเล่นกัน ของขายจะหาได้เเทบทุกที่ในหน้าศาลชลบุรี เพราะมีสินค้าโอท็อปมากมายไห้เลือกซื้อในวันงานวิ่งควาย คนจะเยอะมากเพราะต่างคนต่างมาร่วมงานวิ่งควาย มาหาของกิน มาซื้อสินค้าข้าวของเครื่องใช้ในงานโอท็อปต่างๆ 

ในวันงานวิ่งควายนั้นจะเห็นพวกชาวบ้านที่มาร่วมงานเเต่งตัวด้วยชุดพื้นเมือง สวยๆโบราณ เพื่อไห้เข้ากับประเพณีวิ่งควายในอดีตที่มีมาตั้งเเต่นมนานเเล้ว ในงานนั้นมีเเต่ความสุขความสนุก ทั้งคนทั้งสัตว์ เพราะได้คลายเครียดกันไปทั้งคู่ เเละเพื่อไห้รู้คุณค่าของควายที่ช่วยทำมาหากิน ทำไร่ทำนาทำสวน เป็นการเอาใจควายทำขวัญควาย คลายเครียดไห้ควายด้วย 1ปีมี1ครั้ง งานวิ่งควายจะจัดขึ้นทุกปี เเละมาพร้อมกับงานกาชาติของจังหวัดชลบุรีอีกด้วย

 

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  will8

 


ประวัติก่อนจะมาเป็นเมืองต่างๆในจังหวัดกรุงเทพ

มีนาคม 5, 2020

ประวัติและตำนาน

ปิดความเห็น บน ประวัติก่อนจะมาเป็นเมืองต่างๆในจังหวัดกรุงเทพ


สำหรับพื้นที่ในกรุงเทพนั้นที่เหลือเพียงแต่อดีตให้เรานั้นได้สงศัยกันว่าเดิมทีแล้วชื่อครั้งแต่ก่อนเคยเป็นอะไรมาก่อนและมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไรในสมัยก่อนซึ่งหลายคนคงจะเคยได้ยิน คำว่าโก๋หลังวังแห่งย่านวังบูรพาภิรมย์กันมาบ้างแล้วซึ่งวังที่ว่านั้นก็คือวังบูรพาภิรมย์นั่นเอง

ศุนย์การค้าโอลด์สยามพลาซ่า เคยเป็นวังบูรพาภิรมย์มาก่อน

หากเรานั้นจะย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2418 วังบูรพาภิรมย์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทัพของสมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงค์ กรมพระยาภาณุพันธุวงค์วรเดช ซึ่งถูกออกแบบโดยชาวออสเตรียซึ่งบอกได้เลยว่ามีความสวยงามมากในสมัยนั้นต่อมาภายหลังปีพ.ศ.2471สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงค์ กรมพระยาภาณุพันธุวงค์วรเดชทรงเสด็จสวรรคตวังนี้ก็เศร้าลงจนเมื่อปีพ.ศ.2480ทางทายาทก็ได้ขายให้กับบริษัทเอกชนเพื่อดำเนินการการสร้างศูนย์การค้าและสร้างโรงภาพยนตร์3แห่งคือ โรงภาพยนตร์แกรนด์ โรงภาพยนตร์ดิงส์ โรงภาพยนตร์ควีนส์ เมื่อรวมกับตลาดในเมืองซึ่งในปัจจุบันนั้นก็คือ ศูนย์การค้าดิโอลด์สยามพลาซ่า นับได้เป็นย่านการค้าที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น 

ลานจอดรถกองสลาก เคยเป็นห้างแบดแมนแอนด์โกมาก่อน ผู้ก่อสร้างนั้นก็คือนายแบดแมนนั่นเองโดยที่ตั้งของห้างนั้นตั้งอยู่ไกล้กับกระทรวงกลาโหมมีร้านตัดเย็บเสื้อผ้าและเครื่องแบบนายทหารซึ่งทำให้มีชื่อเสียงในหมู่ขุนนางและในแถววงค์คนชั้นสูงในรัฐกาลที่5จนขยับขยายมาเป็นห้างสรรพสินค้าที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นซึ่งห้างแบดแมนก็ได้ดำเนินกิจการไปตลอดรัฐกาลที่5หลังจากนั้นนายแบดแมนก็ได้เกษียณอายุและได้มีการยกเลิกกิจการและจึงได้นำตึกมาเป็นใช้ในการโฆษณาการและประชาสัมพันธ์ต่อมาก็ได้ถูกรื้อถอนปรับเปลี่ยนมาเป็น ลานจอดรถกองสลากในปัจจุบันนั้นเอง

สนามศุภชลาศัย เคยเป็นวังวินด์เซอร์มาก่อน วังวินด์เซอร์เคยเป็นที่ประทัพของ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร องค์แรกของสยามประเทศถูกก่อสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2424โดยรัฐกาลที่5 ได้ถูกออกแบบมาจากชาวอังกฤษ และที่ได้ชื่อวังวินด์เซอร์ ก็เพราะถูกออกแบบมาจากพระราชวังวินด์เซอร์ ประเทศอังกฤษนั่นเอง ต่อมาในปีพ.ศ.2537สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฏราชกุมาร ทรงเสด็จสวรรคต วังจึงตกเป็นสมบัติของแผ่นดินในเวลาต่อมา และในเวลานั้นหลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษา ได้มีความเห็นว่าที่ดินบริเวณวังวินด์เซอร์เหมาะแก่การสร้างสนามกีฬาจึงสั่งให้คนนับร้อยมาทำงานรื้อถอนวังและที่ประทัพรวมไปจนถึงสิ่งปลูกสร้างรอบๆ ปัจจุจบันที่ดินวังวินด์เซอร์คือ สนามศุภชลาศัย หรือ สนามกีฬาแห่งชาติ

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  gclub


ความเป็นมาของเทพีเสรีภาพ

กุมภาพันธ์ 21, 2020

ประวัติและตำนาน

ปิดความเห็น บน ความเป็นมาของเทพีเสรีภาพ


คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่ารูปปั่นที่มีอยู่ประเทศนิวยอร์กนั้นมันมีความหมายว่าอย่างไรในแต่ละส่วนของรูปปั่นเทพีเสรีภาพและกว่าจะได้มาเป็นเทพีเสรีภาพนั้นมันก็ยากลำบากอยู่พอสมควรและคุณอยากรู้หรือไม่ว่ารูปปั่นของเทพีเสรีภาพนั้นมันมีความเป็นมาอย่างไรและมีใครกันบ้างที่เป็นส่วนที่จัดสร้ารูปปั่นของเทพีเสรีภาพนี้ขึ้นมา

ทั้งหมดเกี่ยวกับเลข7

ซึ่งมันเป็นอะไรที่เรานั้นจะสังเกตเห็นว่ามงกุฎของรูปปั่นมี7แฉกซึ่งมันเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพสากลระหว่างทวีปและมหาสมุทรทั้ง7สำหรับหน้าต่างตรงมงกุฏซึ่งมันมีทั้งหมด25บาลเมื่อได้แยกเป็นเลข2และ5และนำมาบวกกันก็จะได้เลข7เช่นกันและในส่วนของคบเพลิงจะมีใบไม้16ใบอยู่รอบๆและรูปปั่นนั้นจะมีความสูงอยู่ที่151ฟุตเมื่อนำเลขมาแยกและนำเอามาบวกกันมันก็จะได้เลข7อีกเช่นกันคุณจะเห็นได้ว่าตัวเลขนั้นมันมีความหมายมากสำหรับคนที่สร้างรูปปั่น

 

โครงสร้างถูกออกแบบโดย กุสตาฟ ไอเฟล

แท่นของเทพีเสรีภาพนั้นได้ถูกสร้างบนที่ป้อมปราการเก่าซึ่งมันอยู่บนนเกาะลิเบอร์ตีซึ่งปัจจุบันเป็นที่เเสดงประวัติของรูปปั่นด้วยรูปภาพวีดีโอบันทึงเรื่องราวปากป่าวและคบเพลิงดั่งเดิมที่เทพีถือในปี1886 อเล็กซานเดอร์กุสตาฟไอเฟล คุณเองก็คงจะคุ้นกันใช่ไหมวิศวกรที่มีชื่อเสียงก็ได้ช่วยออกแบบโครงสร้างภายในเพื่อที่จะทำให้ณุปปั่นนั้นมั่นคงมันแข็งแรงพอที่จะทนแรงสายฟ้าประมาณ600ครั้งต่อปี

และเมื่อมีลมสูงรูปปั่นนั้นจะเซประมาณ7เซนติเมตรและในส่วนของคบเพลิงจะอยู่ที่12เซนติเมตรมีบนได354ขั้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวนั้นได้เดินขึ้นไปยันบนมงกุฏได้แต่คบเพลินนั้นไม่สามารถที่จะขึ้นไปได้เมื่อพูดถึงเทพีเสรีภาพแล้วคุณเคยไปที่นั่หรือป่าวผมเคยนะแล้วก็เดินขึ้นบนไดประมาณ300กว่าขั้นเพื่อที่จะไปยันมงกุฏและมองวิวที่นอกหน้าต่างมันค่อนข้างอึดอัดแต่มันก็เจ๋งมากอยู่เหมือนกัน

 

มันอาจจะเกี่ยวข้องกับฟรีเมสัน

มีทฤษฎีที่ได้รับความนิยมกล่าวเอาไว้ว่าเทพีเสรีภาพแต่เดิมควรจัดแต่งตัวแบบหญิงชาวอาหรับและตั้งเอาไว้ที่ทางทิศใต้ของทางอียิปต์แต่ผู้ปกครองอียิปต์ไม่สามารถที่จะจ่ายเงินให้ได้ดังนั้นบางทูดีจึงได้ออกแบบใหม่ให้เทพีเสรีภาพนั้นใส่ชุดอื่นและก็ได้มีชื่อใหม่จากนั้นก็ได้มอบให้เป็นของขวัญของชาวอเมริกันเพื่อแสดงความยินดีในการเอกราชจากอังกฤษแล้วนี่มันเกี่ยวอะไรกับฟรีเมสันล่ะคือตัวบาทูดีเองเป็นสมาชิคของฟรีเมสันเขาเป็นตัวแทนจากโบสถ์แกรนด์โอเรียนท์เมสันฝรั่งเศษ

 

ขอบคุณเรื่องราว  ทดลองเล่น gclub