มีวรรณกรรมจำนวนมากที่เราอ่านไม่จบ และมีความทรงจำมากมายที่เราใช้ชีวิตอยู่กับมันโดยไม่เคยปิดบทสรุปให้เรียบร้อย บางครั้งทั้งสองอย่างนี้ก็เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ—มันไม่ยอมให้เรารู้คำตอบทั้งหมด แต่กลับทิ้งคำถามให้เราเป็นคนเติมช่องว่างเอง
วรรณกรรมไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ แต่เป็นกระบวนการที่ทำงานกับเราอย่างเงียบ ๆ เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เราไม่ได้อ่านเพียงเรื่องราวของตัวละคร แต่เราอ่าน “ตัวเราในช่วงเวลานั้น” ไปด้วย ความรู้สึก ความคิด ความไม่มั่นใจ ความฝันของเราในวัยหนึ่ง กลายเป็นตัวกรองที่ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาแบบเฉพาะตัว
บางคนอ่านนิยายความรักในวัยมัธยมแล้วร้องไห้ ทั้งที่ตอนโตกลับมามองมันเป็นเรื่องธรรมดา บางคนอ่านหนังสือปรัชญาแล้วรู้สึกเหมือนโลกเปิดออก ก่อนจะปิดเล่มแล้วลืมมันในตู้หนังสือไปอีกหลายปี เหมือนความทรงจำที่เราเคยมีในวัยเด็ก—ชัดเจนในบางช่วง สลายไปในบางหน้า
ความทรงจำที่ไม่เคยครบถ้วน
ความทรงจำของมนุษย์ไม่ใช่การบันทึก—มันคือการแต่งเติมซ้ำไปเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เรานึกถึงเหตุการณ์ เราไม่ได้ “เรียกข้อมูล” แต่เรา “สร้างข้อมูลใหม่” จากเศษภาพที่เหลืออยู่ เราใส่อารมณ์ของปัจจุบันลงไปในอดีตโดยไม่รู้ตัว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บางคนจำเหตุการณ์เดียวกันแต่ให้คำอธิบายคนละแบบ
คนหนึ่งจำว่าเป็นวันที่สวยงาม อีกคนจำว่าเป็นวันที่เจ็บปวด
ทั้งคู่ไม่ได้โกหก เพียงแค่กำลังมองเหตุการณ์ผ่านตัวตนที่ต่างกัน
เหมือนนิยายที่มีตอนจบ แต่ผู้อ่านแต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน
ตำราอธิบายตอนจบได้ แต่หนังสือที่ดีจะปล่อยให้เราเติมความหมายเอง
นักเขียนที่ไม่เคยได้เขียนตอนสุดท้าย
มีนักเขียนจำนวนมากที่จากไปก่อนจะปิดเรื่องราว เช่น คาฟคา ที่ขอให้ผลงานของเขาถูกเผาทิ้งหลังตาย หรือนักเขียนที่เสียชีวิตก่อนจะเขียนบทสุดท้าย วรรณกรรมประเภทนี้มักทำให้คนอ่านหงุดหงิด แต่ในอีกด้านหนึ่งมันกลับ “ซื่อสัตย์กับชีวิต”
เพราะชีวิตจริงไม่มีบทสรุปที่คาดเดาได้ เราเรียนหนังสือโดยไม่รู้ว่าจะได้ใช้ไหม
เรารักคนคนหนึ่งโดยไม่รู้ว่าเขาจะอยู่กับเรานานแค่ไหน
เราเริ่มต้นสิ่งที่ท้าทายโดยไม่รู้ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่
ชีวิตจึงเหมือนนิยายที่ผู้เขียนหายไปกลางเล่ม—เราเป็นคนเขียนต่อเอง
วรรณกรรมคือความทรงจำในรูปแบบที่เรายังควบคุมได้
หลายครั้งเราอ่านหนังสือเพราะอยากได้คำตอบ แต่สิ่งที่ได้จริงอาจเป็น “คำถามใหม่” ที่เรียบง่ายกว่า
-
เราอยากเป็นคนแบบตัวละครนั้นหรือไม่?
-
เรากลัวอะไรเหมือนเขา?
-
เรากำลังทำผิดพลาดแบบเดียวกันโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า?
วรรณกรรมทำงานกับเราแบบเดียวกับความทรงจำ มันไม่เคยสมบูรณ์ มันขาด มันเบี้ยว มันบิด มันเต็มไปด้วยช่วงว่างที่ถูกปล่อยให้ผู้อ่านแต่งเติม เหมือนความทรงจำที่เราเก็บไว้ในหัว—มีบางวันชัดเจนกว่าปัจจุบัน และบางวันก็เหมือนภาพถ่ายที่สีซีดลงเรื่อย ๆ
ความสวยงามของสิ่งที่ยังไม่เสร็จ
คนเรามักชอบงานที่จบสมบูรณ์ แต่ความจริงคือ “ความไม่สมบูรณ์” คือพื้นที่ให้เราได้มีส่วนร่วม
ถ้านิยายทุกเล่มปิดประตูทุกบทสนทนา
ถ้าความทรงจำทุกอย่างคมชัดราวกับวีดีโอ
ชีวิตจะไม่มีช่องว่างให้เราครุ่นคิด ไม่มีพื้นที่สำหรับจินตนาการ ไม่มีเสียงเงียบให้เราเติบโต
บางบทจบลงอย่างปวดร้าว
บางบทจบลงแบบไร้คำอธิบาย
บางบทเราไม่พร้อมจะอ่านต่อ
และบางบทเราเลือกปิดหนังสือไปเอง
แต่นั่นแหละคือมนุษย์ เราเดินต่อไปพร้อมเรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าจนจบ พร้อมความทรงจำที่ไม่เคยสมบูรณ์ โดยหวังว่าบทถัดไปจะอ่อนโยนกว่า—แม้ในความเป็นจริง เราอาจเป็นคนที่ต้องทำให้มันอ่อนโยนเอง
