คันบริเวณถุงอัณฑะ เพราะเหตุใด?

คันบริเวณถุงอัณฑะ เป็นปัญหาที่พบบ่อยในเพศชายทุกวัย โดยอาจเกิดจากหลายสาเหตุที่มีตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ต้องการการรักษา ไปจนถึงปัญหาสุขภาพที่อาจต้องการการดูแลอย่างจริงจัง ด้านล่างนี้คือรายละเอียดของสาเหตุที่พบบ่อยของอาการคันบริเวณถุงอัณฑะ รวมถึงคำแนะนำเบื้องต้นในการดูแลตัวเอง

1.การระคายเคืองจากเหงื่อและความอับชื้น

บริเวณถุงอัณฑะเป็นจุดที่มีต่อมเหงื่อมากและอยู่ในพื้นที่ที่อับชื้นได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น เช่น ในประเทศไทย เมื่อเหงื่อสะสมในบริเวณนี้ จะก่อให้เกิดความระคายเคืองที่ผิวหนัง ซึ่งอาจนำไปสู่อาการคันหรือผื่นแดงได้ 

วิธีป้องกันและดูแล:  

– สวมใส่กางเกงในที่ระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย  

– รักษาความสะอาดและแห้งของบริเวณถุงอัณฑะ  

– หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้ารัดแน่น  

 

2.การติดเชื้อราหรือโรคกลาก

การติดเชื้อรา เช่น กลาก (Tinea cruris) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของอาการคันบริเวณถุงอัณฑะ รามักเติบโตในพื้นที่ที่อับชื้น เช่น บริเวณขาหนีบ ถุงอัณฑะ และก้น ทำให้เกิดอาการคัน ผื่นแดง หรือตกสะเก็ด

วิธีป้องกันและดูแล: 

– ใช้ยาทาฆ่าเชื้อราที่หาซื้อได้ตามร้านขายยา  

– หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณดังกล่าว  

– หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น  

 

3.โรคผิวหนังอักเสบ (Dermatitis)

อาการคันบริเวณถุงอัณฑะอาจเกิดจากผิวหนังอักเสบที่เกิดจากการสัมผัสสารระคายเคือง เช่น สบู่ น้ำยาซักผ้า น้ำยาปรับผ้านุ่ม หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีสารเคมีแรง

วิธีป้องกันและดูแล:

– เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนและปราศจากสารก่อการระคายเคือง  

– หลีกเลี่ยงการเกา เพราะอาจทำให้เกิดแผลและติดเชื้อ  

 

4.โรคหิด (Scabies)

โรคหิดเกิดจากตัวไรที่เรียกว่า Sarcoptes scabiei ที่อาศัยอยู่ใต้ผิวหนัง อาการคันมักรุนแรงในตอนกลางคืน และอาจพบตุ่มหรือรอยแดงในบริเวณที่ติดเชื้อ

วิธีป้องกันและดูแล:  เครื่องช่วยฟัง

– พบแพทย์เพื่อรับยาฆ่าไร  

– ซักและทำความสะอาดเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอนอย่างสม่ำเสมอ  

 

5.การแพ้หรืออาการภูมิแพ้ผิวหนัง

บางครั้งอาการคันอาจเกิดจากการแพ้ เช่น การแพ้กางเกงในที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์ หรือสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้

วิธีป้องกันและดูแล: 

– หลีกเลี่ยงสารที่สงสัยว่าจะก่อให้เกิดการแพ้  

– ใช้ครีมบำรุงผิวที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม

  

6.โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคบางชนิด เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม หรือเริม อาจทำให้เกิดอาการคันร่วมกับตุ่มน้ำหรือแผลบริเวณถุงอัณฑะ

วิธีป้องกันและดูแล:  

– หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์  

– พบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา  

หากอาการคันบริเวณถุงอัณฑะไม่หายไปภายในไม่กี่วัน แม้จะดูแลอย่างเหมาะสม หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ผื่นลุกลาม แผลเปื่อย หรือปวดมาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาเพิ่มเติม